น้ำมันแพง ของขาด สงครามเดือด รัฐบาลกำลังใช้กลไกอะไรจัดการ

น้ำมันแพง

น้ำมันแพง ของขาด สงครามเดือด รัฐบาลกำลังใช้กลไกอะไรจัดการ

น้ำมันแพง

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังร้อนระอุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คลื่นความสั่นสะเทือนได้ซัดโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามที่อยู่ในใจของประชาชนทุกคนในขณะนี้คือ “น้ำมันจะขาดแคลนไหม?”, “ค่าไฟจะแพงขึ้นเท่าไหร่?” และ “ของกินของใช้จะขึ้นราคาอีกหรือไม่?” แม้การตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลกำลังงัดกลไกอะไรออกมา เพื่อแก้ปัญหาไม่ตื่นแตกตื่น
ความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันหมดปั๊มคือปัจจัยแรกที่สร้างความสั่นคลอน และเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะตอบได้ว่าน้ำมันสำรองจะเพียงพอถึงเมื่อไหร่ ปัจจัยส่วนหนึ่งจากวิกฤตพลังงานมีความผันผวนสูง ทั้งจากกลไกตลาดโลก การกักตุนน้ำมัน และความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมการใช้ภายในประเทศวันละ 67 ล้านลิตร พุ่งเป็น 82-84 ล้านลิตร GRACEONTHEMOON

สิ่งที่ทำได้เพียงย้ำว่า ‘น้ำมันมีพอ’ แต่ไม่สามารถระบุวันสิ้นสุดได้ชัดเจน โดยรัฐบาลพยายามนำกลไกการบริหารจัดการอุปทานและเทคโนโลยี เข้ามาจัดการตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค วันนี้ (24 มีนาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้โรงกลั่นทั้ง 5 แห่ง กำลังเร่งกำลังการผลิตเต็มที่ (ขยายได้ไม่เกิน 10% จากฐาน 175 ล้านลิตรต่อวัน) โดย ปตท. และบางจาก เพิ่มกำลังการผลิตไปแล้ว 9%

กลยุทธ์สำคัญคือการกระจายน้ำมันไปยังจ๊อบเบอร์ (Jobber-ผู้ค้าส่ง) เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่เข้ามาแย่งเติมน้ำมันในสถานีบริการของประชาชนทั่วไป จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน ส่วนทำไมไทยยังต้องส่งออกน้ำมันให้เพื่อนบ้านในยามวิกฤต ดนุชาได้ให้คำตอบที่สะท้อนถึง กลไกพึ่งพาอาศัยทางพลังงานระดับภูมิภาค ว่า “ไทยจำกัดการส่งน้ำมันไปยังลาวกับเมียนมาเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ต้องส่งไปลาว

เนื่องจากไทยยังมีความผูกพันในเรื่องพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้จากลาว ส่วนเมียนมาส่งไป 3 แสนกว่าลิตร เนื่องจากจำเป็นต้องไปใช้ในแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ และจะถูกส่งเข้ามาที่โรงไฟฟ้าราชบุรี เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคกลางและภาคใต้” ไม่เพียงเร่งการผลิต เพื่อทำให้มีปริมาณน้ำมันในระบบมากขึ้น ก่อนหน้านี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งด่วนให้งดเว้นการเก็บน้ำมันสำรองที่เดิมจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3% โดยให้คงไว้ที่ 1% ตามเดิม เพื่อนำน้ำมันสำรองส่วนนี้ทุ่มเข้าสู่ตลาดให้เพียงพอต่อความต้องการ