กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เผยตลาดสินเชื่อบุคคลส่อเค้า ‘ติดลบ’ ต่อเนื่องปีที่ 3 จับตากำลังซื้อรากหญ้าทรุดจากพิษค่าครองชีพ-น้ำมันแพง ส่งบัตรกดเงินสด ‘โฉมใหม่’ รุก New Gen ตั้งเป้าลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์ ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ เปิดเผยภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยประเมินว่าสถานการณ์ในปีนี้อาจติดลบอยู่ในช่วง 3.7% ถึง 4.2% ซึ่งเป็นทิศทางที่น่ากังวล สะท้อนผ่านตัวเลขในเดือนมกราคมที่ผ่านมาซึ่งติดลบไปแล้วประมาณ 2% แม้จะเป็นช่วงที่ตลาดควรจะฟื้นตัวก็ตาม
ปัจจัยลบรุมเร้า จากสงครามสู่ภาวะเงินฝืดในกระเป๋า
อธิป กล่าวว่า แม้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างรุนแรง “หลายคนมักเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดีคนจะกู้เยอะขึ้น แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลที่เราเห็นคือ คนกู้น้อยลง ความถี่ในการใช้สินเชื่อลดลง เพราะกลุ่มที่มี Financial Literacy จะเริ่มกังวลเรื่องรายได้ในอนาคตและพยายามคุมค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ยอดต่อครั้ง’ กลับสูงขึ้น ตามราคาสินค้าและค่าครองชีพที่แพงขึ้น” อธิป กล่าว GRACEONTHEMOON
สัญญาณอันตรายในไตรมาส 2 และโจทย์หิน ‘สงกรานต์’
อธิปยอมรับว่า แนวโน้มไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ ‘เหนื่อย’ เนื่องจากปัจจัยบวกเดิมอย่างเทศกาลสงกรานต์ที่เคยช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ อาจเปลี่ยนไปในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้คนลังเลที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือซื้อของฝาก ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่ตัวเลข NPL (หนี้เสีย) ในระบบปัจจุบันดูเหมือนจะลดลง แต่อธิปมองว่าเป็นสัญญาณที่ ‘ไม่ค่อยดีนัก’ เพราะมันสะท้อนว่าสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น และยอดสินเชื่อคงค้างในตลาดลดลง (Market Contraction) ซึ่งอาจส่งผลให้กลุ่มคนที่ต้องการสภาพคล่องจริงๆ หลุดออกไปพึ่งพานอกระบบมากขึ้น
จับตา ‘มาตรการรัฐและค่าไฟ’ ต่อ
อธิประบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องรอดูความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ หลังจากที่มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สิ้นสุดลงไปในช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ของกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยพื้นฐานอย่าง ค่าไฟ และราคาอาหาร ที่จะเข้ามากดดันกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง

